• มีโอกาสได้อ่านบทความของพี่คนนึง

ที่ได้นำไดอารี่ของนายทหารคนนึงที่ได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่

3จังหวัดชายแดนภาคใต้มาลง จิงมั่งโม้มั่งแต่ก็นะรักชาติขึ้นเป็นกองเลยอ่ะ

แต่ติดใจอยู่นิดนึง พลซุ่มยิงนี่ เค้าทำอะไรกัน มีหน้าที่ทำอะไร

ทำไมต้องหนึ่งนัดหนึ่งชีวิตด้วย แม่นขนาดเลยง่ะ

 ถามคนนู่ทีคนนี้ทีก็รู้ว่าพลซุ่มยิงหรือsniper เค้าทำอะไรกันน๊า

ก็คนไม่เคยเล่มเกมส์อ่ะ เลยไม่รู้ว่า sniper คืออะไร

 

 พลซุ่มยิง (Sniper) เมื่อได้ยินคำนี้หลายคนจะนึกถึงผู้ที่มีความสามารถสูงในเรื่องของการยิงปืนในระยะไกล แต่หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า พลซุ่มยิงนอกจากจะต้องมีขีดความสามารถในเรื่องของการยิงปืนแล้ว เรื่องของความสามารถอยู่รอดได้ (survivability) ในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น ในป่า หรือ ในพื้นที่สิ่งก่อสร้าง หน้าที่ของพลซุ่มยิงคือ การวางวิถีกระสุนอย่างแม่นยำไปยังฝ่ายข้าศึก ซึ่งทหารในหน่วยต่าง ๆ ไม่สามารถทำการยิงได้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะ ระยะทาง ขนาดของกำลังข้าศึก ที่ตั้งฝ่ายข้าศึก หรือว่าการมองเห็น

 

sniper นี่เทพหว่ะ โคตรโหดอีกตะหาก

อยากรู้จิงๆว่าก่อนลั่นไกนี่เค้าคิดอะไรกันอยู่

อยากถามความรู้สึกจิงๆ แต่ชื่มชมพวกเค้าได้อีกอ่ะ ชอบหว่ะ>///<

 

ในหนึ่งชุดซุ่มยิงลาดตระเวนจะประกอบไปด้วยกำลังพล 2 นายคือ 1) พลซุ่มยิง (Sniper) เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการซุ่มยิง และ 2) พลชี้เป้า (Spoter) เป็นผู้ที่ทำหน้าที่วัดระยะจากที่วางตัวไปยังเป้าหมายแล้วแจ้งให้พลซุ่มยิงทราบ โดยหลักการแล้วการการใช้ซุ่มยิงลาดตระเวนเข้าไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ปฏิบัติการจะมีการดำเนินการอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

           ขั้นที่ 1 แทรกซึม: การแทรกซึมเป็นการปฏิบัติที่มีความสำคัญต่อภารกิจเป็นอย่างมากเพราะว่า ถ้าชุดซุ่มยิงถูกตรวจพบ ก็ย่อมจะส่งผลให้ภารกิจที่ได้รับมอบมีโอกาสล้มเหลว การวางแผนในการแทรกซึมจะต้องวางอย่างรัดกุม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งการวางแผนจะต้องใช้ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ การข่าว การลวง ความเร็ว และความคล่องตัว การอำพราง การตรวจจับของข้าศึก และการระวังป้องกัน สำหรับการแทรกซึม  ชุดซุ่มยิงสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ ได้จากการแทรกซึมทางอากาศ แทรกซึมสะเทินน้ำทะเทินบก และแทรกซึมทางบก 

           ขั้นที่ 2 ปฏิบัติต่อเป้าหมาย: สามารถแบ่งการปฏิบัติย่อย ๆ ออกเป็น การเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมาย การเลือกจุดวางตัว การวางตัวและการตรวจการณ์ การรายงาน และ การถอนตัวออกจากจุดวางตัว

           ขั้นที่ 3 ถอนตัว: การถอนตัวเป็นการปฏิบัติที่ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีเพราะว่า ถ้าขาดการวางแผนที่รัดกุมชุดซุ่มยิงอาจจะไม่สามารถออกจาก พื้นที่ที่เข้าไปปฏิบัติการได้ การถอนตัว สามารถกระทำได้โดยทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางยานยนต์ นอกจากนี้ ชุดซุ่มยิงจะต้องเตรียมการในเรื่องของการ หลบหลีกและหลีกหนี (Evasion and Escape) ไว้ด้วย เมื่อถูกไล่ติดตามจากกำลังฝ่ายข้าศึก

แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ชุดปฏิบัติงานของเค้า เรียกว่ากิลลี่ สูท ป่าว<ไม่รู่อ่ะ เหนในบทความมันมี>

ชุดนี่สุดยอดทุกสถานการณ์ เทพอีกแล้ว^-^

เอารูป snigper มาฝากอ่ะนะ

 

ของตุรกี ตุรกี ชายแดน ตุรกี อิรัก

ยูเครน

โรมาเนีย

อินเดีย

โฉมหน้าหน่วยสังหารจากอังกฤษ

รัสเซีย

ฟินแลนด์

 

มองดีๆ

เอิ่ม ชุดนี้มัน

นักฆ่าเลือดเย็น

พี่หมีคือsniper เหรอ

เห็นกันรึป่าว มองดีๆ

ลุยทุกสถานการณ์

การพรางตัว

สุดยอดอ่ะ

มองดีๆ เค้าอยู่ตรงนั้น

 สุดๆไปเลยง่ะ

ของจีน

จีน โอ้ว ลำบากแทนจิงๆ

 

มาเป็นคู่

มองผ่านเลนส์ เห็นชีวิต โอ้ว....^0^

ไซโม ฮายาซ sniper มือหนึ่งของโลก

แต่ที่สุดยอดกว่า

มันแน่จิงๆฆ่าหมู่^0^

คู่หูมัน

เมื่อ sniper โดนเข้าเอง ^-^

ของพี่ไทยหาไม่เจออ่ะ อยากรู้ว่ามีรึป่าว แต่น่าจะมีหน่วยลอบยิง

สุขุม เงียบกริบ ไม่พูดมาก ตูมเดียว บ้ายบาย^-^

ถ้าเจอจิงๆขอให้ช่วยมาสอยคนข้างบ้านทีเถอะ

One shot, One kill

 

 

ครั้งที่15

posted on 28 Sep 2009 19:27 by tannee

ตอนที่ไปเรียน รด อ่ะค่ะ

 

วันนี้ได้เรียนเกี่ยวกับ  อุดมการณ์การรักชาติ

ครูฝึกก็เริ่มด้วยการพูดถึงการเสียดินแดน

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

V

V

V

V

V

V

การเสียดินแดนครั้งล่าสุด

 เรียนมาถึงตรงนี้

ในขณะที่ นศท ทุกคนตั้งใจฟัง

กลับมี นศท คนนึงกำลังนั่งร้องไห้

เพิ่งรู้วันนี้นี่เองว่าเรา

เสียดินแดนให้ชาติอื่นไปมากเท่าไหร่แล้ว

 

และคิดว่าถ้าคนไทยยังทะเลาะกันเอง

 

ครั้งที่15  จะ..................เป็นส่วนใดของประเทศ

 

 บางคนอาจจะคิดว่า การเสียดินแดน

เป็นเรื่องเล็กน้อย และเป็นเรื่องไกลตัว

เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกันเท่าไหร่

การรักษาดินแดนไม่ใช่หน้าที่ของทหาร

แต่เพียงผู้เดียว

แต่การรักษาดินแดนเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนนะคะ 

หลายครั้งแค่ไหนแล้วที่เราเสียดินแดน

อย่าให้มีครั้งต่อไปเลย.....

สามัคคีคือพลังชาติไทยจะอยู่ยั้งยืนยง

ความเกลียดชัง ชิงชังจะปิดบังตา มองไม่เห็นกลลวงของเขา

แผ่นดินเดียวกัน คนไทยด้วยกัน ต้องช่วยกัน รักกัน

แล้วไทยจะอยู่เป็นไทย ไม่สูญสิ้นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง!!!

 

ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง

แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง

ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง

จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง

 

 

อยากจะเป็นเช่นตำนาน

posted on 21 Aug 2009 22:45 by tannee

 

 

ตำนานดอก Forget-Me-Not "อย่าลืมฉัน"
ดอกไม้ชนิดนี้มีตำนานเกี่ยวข้องกับความทรงจำเกี่ยวกั บความรัก…
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วในฝรั่งเศส ในสมัยของอัศวินเสื้อเกราะและนางใน อัศวินผู้กล้าหาญ ได้เดินชมจันทร์กับสาวงามนางหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ยอดหญิงของอัศวินได้มองเห็นดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ริมตล ิ่ง เธอวิงวอนให้เขาลงไปเก็บให้ แต่ขณะที่เขากำลังเอื้อมเก็บดอกไม้ก็พลันลื่นไถลลงไป ในแม่น้ำ เสื้อเกราะที่หนักทำให้เขาไม่สามารถว่ายน้ำได้ แต่ก่อนที่เขาจะจมหายไปในกระแสธาร เขาโยนดอกไม้ให้หญิงคนรัก และร้องตะโกนว่า "Ne m'oubliez pas"..อย่าลืมฉัน ดอกไม้ชนิดนี้จึงมีชื่อว่า forget me not ดอกฟอร์เก็ตมีน็อทยังมีความหมายว่ารักแท้ จึงมักปรากฏอยู่เสมอบนการ์ดวาเลนไทน์ที่คู่รักหนุ่มสาวมอบให้แก่กัน

 

 

 

 

ตำนานดอกกุหลาบ "มัทนะพาธา"
จอมเทพสุเทษณ์เป็นเทพผู้ใหญ่บนสรวงสวรรค์ เป็นทุกข์อยู่ด้วยความลุ่มหลงเทพธิดามัทนา แม้จิตระรถผู้สารถีคู่บารมีจะนำรูปของเทพเทวีผู้เลอโ ฉมหลายต่อหลายองค์มาถวายให้เลือกชม สุเทษณ์ก็มิสนใจไยดี จิตระรถจึงนำมายาวินวิทยาธรมาเฝ้า สุเทษณ์ให้มายาวินใช้เวทมนตร์เรียกนางมัทนามาหา เมื่อมาแล้วนางมัทนาก็เหม่อลอยมิมีสติสมบูรณ์เพราะตก อยู่ในฤทธิ์มนตรา สุเทษณ์มิต้องการได้นางด้วยวิธีเยี่ยงนั้น จึงให้มายาวินคลายมนตร์ แต่ครั้นได้สติแล้ว นางมัทนาก็ปฏิเสธว่ามิมีจิตเสน่หาตอบด้วยมิว่าสุเทษณ ์จะเกี้ยวพาและรำพันรักอย่างไร สุเทษณ์โกรธนักจึงจะสาปมัทนาให้ไปเกิดในโลกมนุษย์

มัทนาขอให้นางได้ไปเกิดเป็นดอกไม้มีกลิ่นหอมเพื่อให้ มีประโยชน์บ้าง สุเทษณ์จึงสาปมัทนาให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบที่งามทั้ง กลิ่นทั้งรูป และมีแต่เฉพาะบนสวรรค์ยังไม่เคยมีบนโลกมนุษย์ โดยที่ในทุกๆ 1 เดือน นางมัทนาจะกลายร่างเป็นคนได้ชั่ว 1 วัน 1 คืน ในเฉพาะวันเพ็ญของแต่ละเดือนเท่านั้น และถ้านางมีความรักเมื่อใด นางก็จะมิต้องคืนรูปเป็นกุหลาบอีก แต่นางจะได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความรักจนมิอาจทนอ ยู่ได้ และเมือนั้นถ้านางอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ ตนจึงจะงดโทษทัณฑ์นี้ให้แก่นาง

นางมัทนาไปจุติเป็นกุหลาบงามอยู่ในป่าหิมะวัน บรรดาศิษย์ของฤษีนามกาละทรรศินมาพบเข้าจึงนำความไปบอ กพระอาจารย์ กาละทรรศินจึงให้ขุดไปปลูกในบริเวณอาศรมของตน ในขณะที่จะทำการขุดก็มีเสียงผู้หญิงร้อง กาละทรรศินเล็งญาณดูก็รู้ว่าเป็นเทพธิดามาจุติ จึงได้เอ่ยเชิญและสัญญาว่าจะคอยดูแลปกป้องสืบไป เมื่อนั้นการจึงสำเร็จด้วยดี

วันเพ็ญในเดือนหนึ่งท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งหัสตินาปุ ระได้เสด็จออกล่าสัตว์ในป่าหิมะวันและได้แวะมาพักที่ อาศรมพระฤๅษี ครั้นได้เห็นนางมัทนาในโฉมของนารีผู้งดงามก็ถึงกับตะ ลึงและตกหลุมรัก จนถึงกับรับสั่งให้มหาดเล็กปลูกพลับพลาพักแรมไว้ใกล้ อาศรมนั้นทันที

ท้าวชัยเสนรำพันถึงความรักลึกซึ้งที่มีต่อนางมัทนา ครั้นเมื่อนางมัทนาออกมาที่ลานหน้าอาศรมก็มิเห็นผู้ใ ด ด้วยเพราะท้าวชัยเสนหลบไปแฝงอยู่หลังกอไม้ นางมัทนาได้พรรณาถึงความรักที่เกิดขึ้นในใจอย่างท่วม ท้น ท้าวชัยเสนได้สดับฟังทุกถ้อยความจึงเผยตัวออกมาทั้งส องจึงกล่าวถึงความรู้สึกอันล้ำลึกในใจที่ตรงกันจนเข้ าใจในรักที่มีต่อกัน จากค่ำคืนถึงยามรุ่งอรุณ ท้าวชัยเสนจึงทรงประกาศหมั้นและคำสัญญารัก ณ ริมฝั่งลำธารใกล้อาศรมนั้น

เมื่อมีความรักแล้ว นางมัทนาก็ยังคงรูปเป็นนารีผู้งดงาม มิต้องกลายรูปเป็นกุหลาบอีก ท้าวชัยเสนได้ทูลขอนางมัทนา พระฤษีก็ยกให้โดยให้จัดพิธีบูชาทวยเทพและพิธีวิวาหมง คลในป่านั้นเสียก่อน

ท้าวชัยเสนเสด็จกลับวังหลายเพลาแล้วแต่ก็มิได้เสด็จไ ปยังพระตำหนักข้างในด้วยว่ายังทรงประทับอยู่แต่ในอุท ยาน พระนางจัณฑี มเหสีให้นางกำนัลมาสืบดูจนรู้ว่าพระสวามีนำสาวชาวป่า มาด้วย จึงตามมาพบท้าวชัยเสนกำลังอยู่กับนางมัทนาพอดี เมื่อพระนางจัณฑีเจรจาค่อนขอดดูหมิ่นนางมัทนา ท้าวชัยเสนก็กริ้วและทรงดุด่าว่าเป็นมเหสีผู้ริษยา

พระนางจัณฑีแค้นใจนัก ให้คนไปทูลฟ้องพระบิดาผู้เป็นเจ้าแห่งมคธนครให้ยกทัพ มาทำศึกกับท้าวชัยเสน จากนั้นก็คบคิดกับนางค่อมอราลีและวิทูรพราหมณ์หมอเสน ่ห์ ทำอุบายกลั่นแกล้งนางมัทนาโดยส่งหนังสือไปทูลท้าวชัย เสนว่านางมัทนาป่วย ครั้นเมื่อท้าวชัยเสนรีบเสด็จกลับมาเยี่ยมนางมัทนา ก็กลับพบหมอพราหมณ์กำลังทำพิธีอยู่ใกล้ๆต้นกุหลาบ วิทูรกับนางเกศินีข้าหลวงของนางจัณฑีจึงทูลใส่ความว่ านางมัทนาให้ทำเสน่ห์เพื่อให้ได้ร่วมชื่นชูสมสู่กับศ ุภางค์ ท้าวชัยเสนกริ้วนัก รับสั่งให้ศุภางค์ประหารนางมัทนาแต่ศุภางค์ไม่ยอม ท้าวชัยเสนจึงสั่งประหารทั้งคู่

พระนางจัณฑีได้ช่องรีบเข้ามาทูลว่าตนจะอาสาออกไปห้าม ศึกพระบิดาซึ่งคงเข้าใจผิดว่านางกับท้าวชัยเสนนั้นบา ดหมางกัน แต่ท้าวชัยเสนตรัสว่าทรงรู้ทันอุบายของนางที่คิดก่อศ ึกแล้วจะห้ามศึกเอง พระองค์จะขอออกทำศึกอีกคราแล้วตัดหัวกษัตริย์มคธพ่อต าเอามาให้นางผู้ขบถต่อสวามีตนเอง

ขณะตั้งค่ายรบอยู่ที่นอกเมือง วิทูรพรหมณ์เฒ่าได้มาขอเข้าเฝ้าท้าวชัยเสนเพื่อสารภา พความทั้งปวงว่าพระนางจัณฑีเป็นผู้วางแผนการร้าย ซึ่งในที่สุดแล้วตนสำนึกผิดและละอายต่อบาปที่เป้นเหต ุให้คนบริสุทธิ์ต้องได้รับโทษประหาร ท้าวชัยเสนทราบความจริงแล้วคั่งแค้นจนดำริจะแทงตนเอง ให้ตาย แต่อำมาตย์นันทิวรรธนะเข้าห้ามไว้ทันและสารภาพว่าในค ืนเกิดเหตุนั้นตนละเมิดคำสั่ง มิได้ประหารศุภางค์และนางมัทนา หากแต่ได้ปล่อยเข้าป่าไป ซึ่งนางมัทนานั้นได้โสมะทัตศิษญ์เอกของฤษีกาละทรรศิน นำพากลับสู่อาศรมเดิม แต่ศุภางค์นั้นแฝงกลับเข้าไปร่วมกับกองทัพแล้วออกต่อ สู้กับข้าสึกจนตัวตาย ท้าวชัยเสนจึงรับสั่งให้ประหารท้าวมคธที่ถูกจับมาเป็ นเชลยไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ส่วนพระนางจัณฑีมเหสีนั้นทรงให้เนรเทศออกนอกพระนคร ด้วยทรงเห็นว่าอันนารีผู้มีใจมุ่งร้ายต่อผู้เป็นสามี ก็คงต้องแพ้ภัยตนเอง มิอาจอยู่เป็นสุขได้นานแน่

ฝ่ายนางมัทนานั้นได้ทำพิธีบูชาเทพและวอนขอร้องให้สุเ ทษณ์จอมเทพช่วยนางด้วย สุเทษณ์นั้นก็ยินดีจะแก้คำสาปและรับนางเป็นมเหสี แต่นางมัทนาก็ยังคงปฏิเสธและว่าอันนารีจะมีสองสามีได ้อย่างไร สุเทษณ์เห็นว่านางมัทนายังคงปฏิเสธความรักของตนจึงกร ิ้วนักสาปส่งให้นางมัทนาเป็นดอกกุหลาบไปตลอดกาล มิอาจกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป

เมื่อท้าวชัยเสนตามมาถึงในป่า นางปริยัมวะทาที่ตามมาปรนนิบัติดูแลนางมัทนาด้วยก็ทู ลเล่าความทั้งสิ้นให้ทรงทราบ ท้าวชัยเสนจึงร้องร่ำให้ด้วยความอาลัยรักแล้วขอให้พร ะฤษีช่วย โดยใช้มนตราและกล่าวเชิญนางมัทนาให้ยินยอมกลับเข้าไป ยังเวียงวังกับตนอีกครา

เมื่อพระฤษีทำพิธีแล้ว ท้าวชัยเสนก็รำพันถึงความหลงผิดและความรักที่มีต่อนา งมัทนาให้ต้นกุหลาบได้รับรู้ จากนั้นจึงสามารถขุดต้นกุหลาบได้สำเร็จ ท้าวชัยเสนได้นำต้นกุหลาบขึ้นวอทองเพื่อนำกลับไปปลูก ในอุทยาน และขอให้ฤๅษีกาละทรรศินให้พรวิเศษว่ากุหลาบจะยังคงงด งามมิโรยราตราบจนกว่าตัวพระองค์เองจะสิ้นอายุขัย พระฤษีก็อวยพรให้ดังใจ และประสิทธิประสาทพรให้กุหลาบนั้นดำรงอยู่คู่โลกนี้ม ิมีสูญพันธ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ดอกที่กลิ่นอันหอมหวานสามารถช่วยดั บทุกข์ในใจคนและดลบันดาลให้จิตใจเบิกบานเป็นสุขได้ ชาย-หญิงเมื่อมีรักก็จักใช้ดอกกุหลาบเป็นสัญญลักษณ์แห่งค วามรักแท้สืบต่อไป


 

 

 ตำนานดอกทานตะวัน
Clytie คือนางไม้ผู้หลงรักเทพ Apollo แห่งดวงอาทิตย์ แต่ Apollo ไม่ได้รู้จักรักตอบ นางจึงได้นั่งหันหน้าส่งสายตาจ้องมองเทพบุตรสุดที่รั กของนาง โดยไม่มองอะไรอื่นใดเลยทั้งวันตั้งแต่วินาทีแรกที่ดว งอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งถึงวาระที่ดวงอาทิตย์ตก จนในที่สุด ร่างของนางได้กลายสภาพ ขาทั้งสองข้างได้กลายเป็นลำต้น ใบหน้าได้กลายเป็นดอกไม้ และผมสีทองของนางได้กลายเป็นกลีบดอกสีเหลืองของทานตะ วัน ซึ่งก็ยังหันหน้ารับดวงอาทิตย์ที่นางหลงใหลอย่างไม่เสื่อมคลาย

 

 

 

ตำนานดอกดาหลา "เรื่องเศร้าๆของรักต่างศาสนา"
เรื่องราวความรักต่างศาสนาทราบว่าเป็นตำนานของคู่รัก ต่างศาสนา ระหว่างชายไทยกับสาวงาม มาเล (อิสลาม)ทั้งสองพบกัน ตอนที่หนุ่มไทยข้ามไปทำงานยัง ประเทศมาเล และเกิดความรักกับสาวมาเล

แต่ด้วยความที่ต่างกัน ทางศาสนา พ่อแม่จึงมิให้คบหากัน ถึงแม้จะถูกกีดกันระหว่างพ่อแม่แต่นางก็มั้นในรักต่อ ชายไทย นางมิยอมเป็นของชายใดนอกจากชายที่นางรัก แต่แล้วมีเหตูให้ต้องพรัดพรากแยกจากกัน คือชายไทยนั้นต้องกลับมายังประเทศของตน ก่อนจะจากกันก็สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาหาสาวมาเลที่บร ิเวณชายแดน

นางก็รอแม้ระยะเวลาจะนานแค่ใหนนางก็ยังรอที่ชายแดนมา เล รอการกลับมาของเขารอด้วยความหวังลิบหรีก่อนที่นางจะต รอมใจตายนางก็ยังมารอที่ชายแดนมาเล

ระหว่างที่รอคอย เธอก็อธิฐานว่าหากเกิดอีกชาติให้เกิดมาเป็นดอกดาหลาท ี่ขึ้นอยู่ตามชายแดนมาเล เพื่อรอหนุ่มคนรักกลับมา


ตำนานดอกเบญจมาศ
ในญี่ปุ่นมีเรื่องเล่าของ “ดอกเบญจมาศ” ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “คิกุโนะ” กับสามีของเธอรักกันมาก แต่สามีเป็นคนขี้โรคป่วยกระเสาะกระแสะตลอดเวลา วันหนึ่งคุณหมอก็แจ้งข่าวร้ายว่าสามีของเธอคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงเดือนเดียว คิกุโนะได้ฟังก็เสียใจ รีบวิ่งไปอธิษฐานกับพระในศาลเจ้าขอให้สามีของเธอมีชีวิตยืนยาวกว่านั้น จากนั้นเธอก็เผลอหลับและฝันไป ในความฝันมีคนแก่คนหนึ่งมาบอกคิกุโนะว่าถ้าหาดอกไม้มาบูชาเทพเจ้าได้มากกลีบเท่าไหร่ ท่านก็จะให้สามีของเธออยู่ไปนานปีเท่ากับจำนวนกลีบของดอกไม้นั้น เมื่อตื่นขึ้นมาคิกุโนะจึงออกตามหาดอกไม้ที่มีกลีบมากๆ แต่ไม่มีดอกไหนเลยที่มีจำนวนกลีบมากเท่าที่เธอต้องการ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเอาดอกไม้ที่มีกลีบมากที่สุดมากรีดให้แต่ละกลีบเป็นฝอยยาวจนกลายเป็นดอกไม้ที่มีกลีบนับไม่ถ้วน แล้วเอาไปถวายเทพเจ้า เทพเจ้าเห็นความตั้งใจจริงของคิกุโนะจึงบันดาลให้สามีของเธอหายจากโรคร้าย อยู่กับเธอไปจนแก่เฒ่า ดอกไม้ที่คิกุโนะทำขึ้นจึงถูกตั้งชื่อว่า “ดอกคิกุโนะ” หรือ “ดอกเบญจมาศ” ในภาษาไทย หมายถึง ความจริงใจและแสงสว่างแห่งความหวัง

 

 

 

ตำนานดอกไฮยาซิน

Hyacinth นั้นเป็นชื่อของเด็กหนุ่มรูปงาม ซึ่งแม้ในวัยเยาว์เค้าก็มีหน้าตาที่หล่อเหลาเข้าตากรรมการเป็นอย่างยิ่ง เค้าเป็นเจ้าชายน้อยของกษัตริย์ Macedoniaซึ่งด้วยความหล่อน่ารักน่าเอ็นดูนี้เอง ที่เป็นที่พอใจของ Apollo เป็นอย่างยิ่ง ชนิดที่ว่าไม่ยอมกลับไปบนสวรรค์ (ยอดโอลิมปัส) กันเลยทีเดียว วันๆทั้งคู่จะเล่นสนุกกัน ร้องรำทำเพลง เล่นยิมนาสติก (เขียนไว้อย่างนี้จริงๆ) และนวดน้ำมัน (อิอิ เริ่มสยิวกิ้วแล้วใช่มั้ยครับ)แต่ไม่เท่านั้น ความน่ารักน่าเอ็นดูของ Hyacinth นั้นยังเป็นที่หมายตาของเทพ Zephyrus เทพเจ้าลมตะวันตก (West wind) ซึ่งแอบชอบ Hyacinth อยู่เช่นกัน แต่ทว่า Hyacinth พึงใจกับ Apollo มากกว่า Zephyrus รุมเร้าไปด้วยไฟริษยา และหวังจะทำลายความรักของทั้งคู่อยู่ตลอดเวลา จนมาวันหนึ่งขณะที่ Apollo กำลังเล่นขว้างจักรกับ Hyacinth อยู่นั้น Apollo ต้องการโชว์พลังความแมนสุดๆให้ Hyacinth ได้ประจักษ์จะได้ภูมิใจในตัว Apollo มากขึ้น เธอจึงรวบรวมพลังลมปราณและพลังกายทั้งหมดขว้างจักรออกไปยังท้องฟ้าเบื้องบนจักรที่แล่นออกจากแหล่งนั้นมีพลังมากมาย ชนิดที่ว่าแหวกก้อนเมฆออกเป็นสองส่วน แหวกอากาศดังหวือๆ ปลิวออกไปไกลสุดสายตา Hyacinth เห็นดังนั้นก็ต้องการแสดงพลังบ้าง จึงวิ่งไล่ตามจักรที่ลอยออกไป วิ่งๆๆไปด้วยพลังของเด็กหนุ่ม จนกระทั่งจักรลอยต่ำลงๆ

       และขณะนั้นเอง Zephyrus เห็นว่าได้โอกาส จึงเป่าลมฟูดออกไป (ไม่ใช่ผายลมนะครับ อย่าเข้าใจผิด) ด้วยแรงลมทำให้จักรเปลี่ยนทิศทาง และตกลงอย่างรวดเร็ว ผิดจังหวะที่ Hyacinth กะเอาไว้ขณะที่กระโดดรับจักร ทำให้จักรตกลงกระทบศีรษะ Hyacinth อย่างแรง  Hyacinth ทรุดกายลงทันที เลือดไหลนองออกจากเส้นผมที่ม้วนงอ และไหลออกมาเป็นทางยาว Apollo ที่วิ่งตามมาไม่ไกล ก็เห็นภาพสุดสะพรึง รีบเข้าไปคว้าตัวเด็กน้อยขึ้นประคองไว้ในอ้อมกอด แต่ทว่าลมหายใจ Hyacinth โรยรินและสิ้นลงไปเสียแล้ว Apollo เสียใจอย่างมากเหลือคณา จึงเสกให้เลือดที่ไหลออกมาจากร่าง Hyacinth กลายเป็นดอกไม้ที่งดงามที่มีชื่อเรียกตามชื่อของ Hyacinth และน้ำตาของ Apollo ก็ย้อมสีของดอก Hyacinth จากที่แดงสดกลายเป็นสีม่วง